Showing posts with label Thai post. Show all posts
Showing posts with label Thai post. Show all posts

Monday, July 21, 2014

ในวันที่ฝนพรำ

         


          อากาศเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนเนอะ บางครั้ง แม้พยากรณ์จะบอกว่าวันนี้ ท้องฟ้าจะแจ่มใส แต่กลับมีฝนซะจนได้ ก็เหมือนชีวิตของคนเรานั้นแหละ เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่เคยได้ยินคำคมที่ว่า ฟ้าจะใสหลังฝนไหม บางครั้ง เราต้องผ่าน 'สายฝน' ซะก่อน ถึงจะได้เห็นรุ้งที่สวยงามในชีวิต ^^
          เอาละ ในเมื่อใกล้ฤดูฝนแล้ว (อย่างน้อยก็แถวภาคเหนือน่ะนะ ฝนตกวันเว้นวันเลย) เรามาคิดวิธีไล่ความเหงาช่วงฝนตกกันเถอะ

          1. ในวันที่ฝนพรำ เป็นช่วงเวลาที่ควรอยู่บ้าน แล้วก็เปิดหนังดีๆ ซักเรื่อง ชอบหนังรัก หนังตลก หนังผีไง ก็จัดไป สำหรับพวกที่มีแฟน ก็นั่งดูด้วยกัน (น่าอิจฉาจัง) ส่วนพวกที่โสดอยู่ (อย่างตัวเราเอง เฮ้ออออ T^T) ก็ชวนเพื่อนๆ มาซะ ไม่ก็ดูหนังกับพ่อแม่พี่น้องก็ได้ จะได้มีเวลาให้ครอบครัวด้วย แล้วก็ทำป๊อปคอร์น อร่อยยยยยยย >_<
          2. ทำอาหาร ฝนตก ก็หนาวใช่ไหมละ ลองเข้าครัว ทำโจ๊ก (คือ เราทำอาหารไม่ค่อยเป็นอ่ะนะ เลยได้แค่อาหารสำเร็จรูปเนี่ยแหละ) ทำต้มจืด อาหารอะไรที่เป็นน้ำซุปอ่ะ ทำเผื่อคนอื่นด้วย เพราะเราจะไม่ได้แค่อุ่นกาย แต่อุ่นใจด้วย (กิ๊วๆ)
          3. เขียนในไดอารี่ บางครั้ง เราใช้เวลาส่วนมาก กังวนเกี่ยวกับชีวิตในอนาคตจนเกินไป หรือคิดถึงอดีตมากจนเกินไป จนลืมคิดถึงสิ่งดีๆ ในชีวิตประจำวัน งั้นลองนับสิ่งดีๆ ที่เรามี หรือที่ม่าเรียกว่า Count your blessing เช่น วันนี้ได้ทานอาหารอร่อยๆ ฝีมือคุณแม่ วันนี้รถไม่ติด วันนี้เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันนานโทรมา เป็นต้น การที่เราเริ่มมองในด้านดีที่เกิดขึ้น จะทำให้เรากลายเป็นคนมองโลกในแง่บวกในระยะยาวด้วยนะ ลองดูๆ
          4. ทำความสะอาดห้องซะ ใช่ สิ่งที่เราทุกคน เกลียดที่จะทำ และคอยสัญญาตัวเองบ่อยๆ ว่าจะทำแต่กลับผลัดวันประกันพรุ่งน่ะ ไม่ดีๆ ลองเริ่มจากเอาดอกไม้ (สดๆ) ไม่ก็กระถางดอกไม้เล็กๆ มาวางไว้ในห้องสิ ม่าเคยลองแล้วนะ แค่เอาดอกไม้กลิ่นหอมๆ มาไว้ในห้อง ก็สามารถช่วงให้เราอยากทำความสะอาดห้องได้ ต่อจากนั้น ก็พับผ้าห่มซะ จัดเตียงให้เรียบร้อย เอาเสื้อผ้าที่ซักแล้วไปวางไว้บนเตียงแล้วก็พับ เก็บใส่ตู้ เก็บของมาวางไว้ และแบ่งเป็นกองๆ ว่า กองนี้เอาไปเก็บไว้เข้าที่ กองนี้เอาทิ้ง กองนี้เอาให้คนอื่น จากนั้นก็กวาดถู ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์นะ ^_^
          5. ถามตัวเองสิ ว่าเรารู้จักเพื่อนบ้านมากแค่ไหน ทำไมไม่ลองจัดปาร์ตี้เล็กๆ ชวนเพื่อนบ้านหรือห้องข้างๆ มาละ ไม่จำเป็นต้องเป็นงานใหญ่อะไร อาจจะมีน้ำโซดา (เช่นน้ำโค้ก น้ำสไปร์ น้ำแดง) ขนมเลย์ อาจจะมีลูกชิ้นก็ดีนะ จะได้ทำความรู้จักเพื่อนบ้านไง เผื่อเวลามีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน 
          6. งัดรูปเก่าๆ ออกมาดูกับครอบครัวหรือเพื่อนๆ แล้วก็ระลึกถึงวันเก่าๆ ก็สนุกดีนะ ยิ่งถามคุณตา คุณยาย ให้เขาเล่าเรื่องสมัยก่อนให้ฟัง หรือถามคุณพ่อ คุณแม่ ว่าเจอกันยังไงนิ สนุกดี เป็นการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย
          7. ออกกำลังกายเช่น โยคะ โดยส่วนตัวแล้ว เป็นคนที่เกลียดการออกกำลังกายมาก แต่อยากสวยก็ต้องดูแลสุขภาพนะคะ ทำโยคะระหว่างดูทีวีก็ได้ แนะนำให้ไปดูวีดีโอของ Blogilates  เจ้แกอยู่ในยูทูป ฟรีอีกต่างหาก มีท่าต่างๆ เช่น สำหรับคนที่อยากลดหน้าท้องโดยเฉพาะ ยืดกล้ามเนื้อ ฟรุ้งฟริ้งสุดๆ
          8. เสียงฝนพรำบวกกับอากาศเย็นๆ นี่น่านอนมาก เปิดหน้าต่างให้ลมกลิ่นฝนเข้ามา แล้วก็พันตัวเองด้วยผ้าห่มซะ จากนั้นก็หายใจเข้าออกลึกๆ ให้หนังตาค่อยๆ ย่อนลง....... คร้อก ฟี้ๆ Zzzzzzzz
          9. ได้เวลาเสริมความสวยเสริมความหล่อละ อาบน้ำนานๆ หมักผมซะ แล้วก็งัดสีทาเล็บแจ่มๆ ออกมาซะ สำหรับคุณผู้ชายแล้ว ใช่ว่าจะทาสีทาเล็บไม่ได้ซะหน่อย สีใสๆ อ่ะ ดีนะ ป้องกันเล็บจากรอยขิดขูด ยิ่งพวกที่เล่นกีตาร์แล้วอ่ะ ทาแล้วดีเลย จากนั้นก็มาส์กหน้าซะหน่อย เดี๋ยวนี้เขามีให้เลือกเยอะ อยากผิวขาว ผิวชุ่มชื่น ซื้อตุนไว้ก็ดี หรือทำเองก็ได้ เพียงผสมโยเกิร์ตกับน้ำตาลทรายแดงด้วยกัน อย่างละ 2 ช้อนก็โอเคแล้ว สำหรับพวกที่อยากลบรอยสิวก็บีบมะนาวเพิ่มไปหน่อย กิ๊บเก๋มากค่ะ ^__^ 
          10. ไอเดียสุดท้ายคือ ไม่ทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ ก็รีแลกซ์ได้นะ ฝนตกแบบนี้ ถ้าเราไม่อยากทำอะไรก็ไม่ต้องทำ เนอะ ^__^ ไม่มีใครมาสั่งเราได้ อ่า เว้นแต่เราอยู่กะพ่อแม่น่ะนะ แต่ถึงงั้นก็เถอะ เราอยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไรซะอย่าง ห้ามมิได้หรอก หุๆ ^0^

ด้วยรักมากมาย

เจมม่า

Tuesday, July 15, 2014

ดีพอไหม

        เคยคิดว่าตัวเองไม่ดีพอไหม? เคยคิดว่าตัวเองไม่มีทางทำอะไรได้ในชีวิตไหม? เคยคิดว่าตัวเองไร้ค่าไหม? เคยคิดว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่สำเร็จและต้องพึ่งคนอื่นไหม?
        งั้นลองฟังเรื่องของม่าไหมละ...
        มันก็ผ่านมาไม่นานอ่ะนะ ที่ม่าได้เป็นนักเรียนในรั้วมัธยม แม้ว่าม่าจะใช้เวลานั้นอยู่ที่อเมริกา แต่วัยรุ่นมันก็เหมือนกันทุกที่แหละเนอะ มานึกๆ ดูแล้ว ตอนที่ม่าอยู่ม.ต้นกะม.ปลายน่ะ มันไม่เหมือนกันเลย
        ตอนม.ต้น ม่าเรียนอยู่ที่เมืองไทย ตอนนั้น เป็นเด็กที่ไม่เหมือนคนอื่นเลย ภาษาเหนือก็พูดไม่เก่ง พูดไทยยังไม่ค่อยชัดเลย อ่ะนะ มีเพื่อนเยอะก็จริง แต่เข้ากับใครไม่ค่อยได้ เพื่อนสนิทจริงๆ น่ะ นับด้วยมือข้างเดียวยังได้เลยแหละ แถมตอนที่ได้รู้จักกับเพื่อนสนิทน่ะ ม่าแกล้งเค้ามากเลย เพื่อนคนนั้นชื่อว่าจี ตอนม.1 ม่าคบกับเพื่อนๆ ที่เคยเรียนอยู่ประถม แล้วก็ช่วยกันล้อจีกะฝาแฝดของจีที่ชื่อแจน เราชอบเรียกเขาว่า จานชาม ตลกดีนะ เราแกล้งเขาจนเขาโกธร แต่เป็นเพราะอะไรก็ไม่รู้ ที่ทำให้เรามาเป็นเพื่อนกัน อาจจะเป็นเพราะเพื่อนที่เคยรู้จัก มาบอกว่า ที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นเราเป็นเพื่อนเลย อาจจะเป็นเพราะม่ามันเข้าคนไม่ได้ แต่สุดท้ายแล้ว จีก็รับเราเป็นเพื่อน
        ม.ต้นอ่ะ ม่าจำได้ไม่เยอะเท่าไร จับได้เป็นภาพๆ น่ะ จำตอนที่ม่านั่งร้องไห้กับจีที่หน้าห้องภาษาไทยตอนที่โดนเพื่อนแกล้ง จำตอนที่ม่าวิ่งไล่จับกับเพื่อนชื่อกอล์ฟทั้งอาคาร จำตอนที่โกธรกับจีแล้วม่าเบื่อที่จะต้องไปง้อตลอด เลยโกธรกันเป็นอาทิตย์ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไปง้อ จำตอนที่เพื่อนๆ ใน 'แก๊งค์' มาทำงานที่บ้าน แล้วม่าก็ทำเรื่องอันน่าอับอายที่สุดแต่ไม่มีใครรู้ยกเว้นเพื่อนสามคนนั้น จำตอนที่โดนครูเรย์ ครูที่ดุที่สุดในโรงเรียนตีเพราะแอบเอาเครื่องสำอางไปโรงเรียน จำตอนที่ไล่ยืมแบตของเพื่อนๆ ในวันสอบตีแบต จำตอนที่เล่น hi5 แล้วก็พยายามแอดคนเยอะๆ จำตอนที่เต๊ะเพื่อนในห้องคนหนึ่งเพียงเพราะมันหล่อจนหน้าหมั่นไส้แต่เราเขิน เลยเต๊ะซะ ฮ่าๆ จำตอนงานกีฬาสี ที่ม่าไปรอเขาแต่งหน้าให้ตั้งแต่เที่ยงคืนแล้วก็ต้องรอจนถึงแปดโมงเช้า ถึงได้แต่ง จำตอนที่พี่ปลาไปหาครูแทนพ่อแม่ แล้วเพื่อนในห้องกลัวกัน ฮ่าๆ จำตอนที่หลับในคาบจนครูที่สอนปล่อยให้หลับจนเลยคาบเที่ยง แล้วทุกๆ วัน ม่าก็จะกินเมนูเดิมๆ คือ ลาบ ผัดลูกชิ้น และ แคบหมูพริกเผา บางวันก็อาจจะกินก๋วยเตี๋ยวหมี่เหลือง แต่ก็มีแค่สองอย่างนี้แหละ 
        เวลาผ่านไปเร็วมากอ่ะ แปปๆ ก็ม.ปลาย ได้มีโอกาสไปเรียนที่อเมริกา ได้ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยทำ เช่น ชมรมการแสดง เรียนร้องเพลง เข้าชมรมหนังสือพิมพ์โรงเรียน เป็นกัปตันทีมฟุตบอล เข้าทีมเต้นของโรงเรียน เข้าค่ายอาสาสมัครที่ประเทศแม็คสิโกกับโดมินิกัน รีพัพริค เรียนแต่งเพลง เรียนศิลปะ เรียนเย็บจักร และ อีกหลายอย่าง ลองหมด แต่เหมือนม.ต้น ม่าก็ไม่ได้ให้การเรียนเต็มร้อย 
        ไม่ว่าจะวิชาอะไร ม่าก็หาทางทำอย่างอื่น เช่น คุยกะเพื่อน เล่นกะแฟน อ่านหนังสือ ฟังเพลง กินขนม ซึ่งผลที่ได้กลับมาคือ คะแนนที่ไม่เต็มร้อยเช่นกัน
         ได้มองย้อนกลับไปแล้ว ม่าควรทำได้ดีกว่านี้ จริงๆ ม่าก็ไม่คิดว่าตัวเองโง่ แต่ขาดการคิดว่าตัวเองทำได้มากกว่า ตัวอย่างเช่น ม่าเกลียดคณิตมาก แต่พอทำความเข้าใจแล้ว กลับคิดว่ามันสนุก ตลกไหมละ วิทยาศาสตร์ที่ม่าไม่ชอบนักหนาตอนม.ต้น กลับเป็นหนึ่งในวิชาที่ม่าชอบที่สุด วิชานั้น ม่าจะตื่นเต้นทุกครั้งที่เข้าเรียน ยิ่งวิชาที่ต้องทดลอง โอ๊ยยยย! สนุกที่สุด ถึงขนาดร้องเพลงธาตุอ่ะ คิดดู (หาฟังได้ที่อินสตาแกรมนะ ไอดี khungemma) แต่ที่ทำให้ม่าแปลกใจมากที่สุดคงเป็นวิชาศิลปะ ตอนม.ต้น ม่าจะจ้าง (ใช้) จีให้ทำงานส่งครู เพราะคิดว่าทำเองไม่ได้ แต่พอได้มาลองวาดรูป ลองจับภูกันแล้ว แม้ว่ารูปจะไม่สวยงามที่สุดแต่มันก็คือความภูมิใจอย่างหนึ่ง ที่สิ่งที่ได้จินตนาการ สามารถถ่ายทอดออกมาได้ 
        ซึ่งผลก็มาจากการที่ม่าลองเข้าชมรมต่างๆ ที่ไม่เคยลองมาก่อน แม้ว่าตอนแรกๆ ม่าคิดว่ามันอาจจะไม่ได้ผล แต่พอม่าคิดซะว่า ถ้าลองแล้วชอบมาก็ดี แต่ถ้าไม่ชอบก็ลองอย่างอื่น มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนอื่นแนะ แต่เกิดขึ้นเพราะการตัดสินใจของตัวม่าเองต่างหาก เพราะฉะนั้น อย่ารอให้มันถึง 'เวลา'
และ อย่ารอให้โอกาสมา แต่เปิดโอกาสให้ตัวเอง อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ เพียงเพราะเราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น มันต้องมีสักอย่างแหละ ที่เราเก่ง ไม่ว่าจะเป็น การร้องเพลง การแสดง การเล่นดนตรี การทำอาหาร การพูด แม้แต่การฟัง ใช่ บางคนก็เป็นผู้ฟังที่ดีนะ นั้นก็เป็นความสามารถอย่างหนึ่งเหมือนกัน จริงไหม?
         ลองมองรอบๆ ตัวสิ ที่เราคิดว่าเราทำไม่ได้น่ะ มันเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะฟังคนอื่นหรือเปล่า งั้นก็ถอยห่างจากคนๆ นั้นซะ เป็นเพราะเรามัวแต่ใช้เวลาจิ้มหน้าจอ อยู่กับอินเตอร์เน็ตหรือเปล่า งั้นก็วางลงซะ แล้วออกไปข้างนอก ไม่พึ่งคิดว่า เราทำไม่ได้หากเรายังไม่ได้ลองนะ 
         อะไรที่ผ่านมาแล้ว ก็ถือซะว่ามันเป็นอดีตแล้วก็นำประโยชน์ที่ได้กับมัน มาใช้ และ บอกต่อกับคนอื่นๆ อย่าคิด ว่าเราไม่ดีพอ คนอื่นจะสวยจะหล่อจะดีแค่ไหนก็ช่างเขา อย่าเอาเขามาเปรียบเทียบกับตนเอง แค่เราคิดว่าเราฉลาดพอ ดีพอ สวยหล่อพอ ก็ดีที่สุดแล้วละ มีความมั่นใจในตัวเองซะ 
         เราทำได้อยู่แล้ว ทำได้แน่นอน เราต้องสู้ต่อไป ลองอะไรไหมๆ ค้นหาสิ่งที่เรารักและก็ทุ่มเทกับมัน เนอะ ^^

ด้วยรักมากมาย

เจมม่า

Saturday, September 28, 2013

เวลาข้ามถนน จับมือฉันที



          ตอนที่ไปเมกาใหม่ๆ จำได้เลยว่าทำตัวไม่ถูก แบบ ตอนเราอยู่ที่ไทยใช่ปะ เวลาเราอยากเข้าห้องน้ำ เราก็จะชวนเพื่อนๆ ไปกันอย่างน้อยก็สองคนขึ้นไป มีไม่กี่ครั้งหรอก ที่ไปแค่คนเดียวอ่ะ แต่พอไปอยู่ที่เมกา ช่วงอาทิตย์แรกๆ น่ะ เราขอให้เพื่อนไปส่งหน่อย (คือยังไม่ชินกับโรงเรียน อีกอย่างห้องน้ำก็มืดๆ ด้วย) แต่มันกลับมองหน้าอะ ประมาณว่า "เธอให้ฉันไปไหนกับเธอนะ?!" 
          คือ คนเมกาน่ะนะ เขาชอบพื้นที่ส่วนตัวเขามาก เหมือนมีลูกโป่งมาคลุมตัวเขาไว้ เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าห้องน้ำเป็นเพื่อนน่ะ ไม่มีหรอก ยกเว้นต้องไปจริงๆ หรือ ไปเที่ยวกันน่ะนะ แต่ยังไงก็แล้วแต่ เขาก็ยังต้องการความเป็นส่วนตัวสูง อย่างเช่น ถ้าอยู่ดีๆ เราไปถามเพื่อนฝรั่งที่ยังไม่ค่อยสนิทเท่าไรว่า "อายุเท่าไร" "มีแฟนหรือยัง" "บ้านอยู่ไหน" สำหรับเรา เราก็แค่อยากคุยด้วย แต่สำหรับเขาน่ะนะ มันเหมือนไปก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวน่ะนะ ฝรั่งเขาจะเซนซิทิฟมากๆ ในเรื่องแบบนี้ ยกเว้นว่าจะเป็นเพื่อนสนิทจริงๆ เขาถึงจะบอก หรือไม่ก็ต้องรอให้เขาบอกเอง 
         อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เวลาคนไทยข้ามถนน จะชอบจับมือ มีหลายกรณีเหมือนกันที่ได้พบ ตอนนั้นอยู่กรุงเทพแล้วมีรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งตอนนั้นยังไม่สนิทกันมาก กำลังจะข้ามถนนแล้วอยู่ดีๆ เขาก็มาจับมือพาข้ามถนน พอข้ามเสร็จ ก็ยังจูงมืออยู่อะ ไม่ปล่อยเลย หุหุ น้องเขาไม่ได้เป็นเลสนะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราทำกันมานานน่ะเหรอ พึ่งกลับมาไทยได้ไม่นานตอนนั้นเลยลืมว่า เออ เมื่อก่อนเวลาเราข้ามถนน เราก็จะจับแขน ไม่ก็อย่างน้อย จับเสื้อคนที่เราข้ามด้วย แปลกนะ เพราะที่เมกา เวลาข้ามถนน เขาจะไม่ค่อยจับมือกันข้ามถนนมากเท่าไร ยกเว้นคนที่เป็นแฟนกัน กับเวลาเดินกับคนแก่เท่านั้นแหละ สำหรับคนที่เป็นเพื่อน ต่างคนก็จะเดิน อาจจะเดินข้างกัน แต่ก็มีเท่านั้นแหละ 
          จริงๆ เราว่าการจับมือข้ามถนนเป็นสิ่งที่ดีนะ ไม่ว่าจะกับพ่อแม่ แฟน หรือเพื่อน เพราะมันเหมือนทำให้คนนั้นรู้ว่า เออนี่ เราเป็นห่วงนะ ว่ามั้ย ^^
          ฮ่า หายไปตั้งนาน ไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องอะไร แต่เรื่องจับมือเดินข้ามถนนนี่ อยากพูดมานานละ วันนี้ก็ถือว่าได้พูดสิ่งที่เราพูดมาหนึ่งอย่างแล้วละเนอะ 
          คอมเม้นท์หน่อยนะ ว่าอยากได้ยินเรื่องแนวๆ นี้ไหม แบบ ไปอยู่เมกาเป็นยังไง แตกต่างกับอยู่ไทยยังไง ขอบคุณค่ะ ที่อ่าน :)

Much..much..love, 
Gemma
        

Friday, March 1, 2013

Haters gonna hate พวกที่เกลียดชังก็จะเกลียดชัง


Hey guys! It has been almost like two weeks since I've written in this blog. Now, normally I would post more in the summer (since I would have some more free time) but A LOT of things has happen. Well, first of all, as you guys might know, after Valentine's day, I had to stay in bed for a while; I was very sick and somehow fell unconscious on the floor where my mum found me. I didn't had any wounds but a big bump on my head since I fell two times (I only remembered getting dizzy) but I'm okay now.

สวัสดีค่ะ ไม่ได้มาโพสตั้งนานนะ พอดีว่าช่วงนี้ยุ่งๆ อยู่ค่ะ หลังจากวันวาเลนไทน์ ม่าเป็นไข้แล้วก็เป็นลมล้มหัวฟาดพื้น ดีที่หัวไม่แตกแค่หัวโนนิดหน่อย เบลอไปหลายวันเลยละคะ แต่ตอนนี้ก็หายดีแล้ว

Ooh, speaking of sickness, one of my brother, David, he has a kidney failure and his body is getting very puffy, like not normal puffy, you know? My mum had to bring him to the hospital to get him checked. Please pray for him that he won't have to get any surgery.

อ่า พูดถึงเรื่องเจ็บไข้ น้องของม่า เดวิด เป็นโรคไตแล้วตอนนี้เขาก็หน้าบวม ตัวบวม ต้องไปหาหมอ ขอให้ทุกๆ คนอฐิธานเผื่อด้วยนะคะ

So yeah, not quite fun and the weather in Thailand is terribly hot, jealous? Okay, wait til the sun is burning around 102 degrees outside and all you have is one small fan. Yeah, it suck. I had to drink a lot of water to stay hydrated and make sure to not stay in the sun too long.

อากาศที่เมืองไทยร้อนมาก ฮะๆ อิจฉาเมืองนอกจังเลยเนอะ ที่ตอนนี้ยังหิมะตกอยู่ ที่ไทยร้อนจนคิดว่าจะเป็นลมอีกรอบ ยังไงก็ต้องดืมน้ำเยอะๆ เผื่อที่จะไม่ท้องเสียหรือขาดน้ำนะคะ

Another thing that is very hard for me to deal with is dealing with people who are mean to me and my family. It's very hard, you know, when people are mean to you. It's very hard because I've knew them for a long time, ever since I first came to Thailand, perhaps. We've been like families. But then we just found out, how... sad they are. They pretend to be our friend when behind our back, they stabbed us with words and gossip. My parents always have thought me to forgive and over the years I've learned that God forgave me, how could I not forgive others? But it hurts. So much. That the people we trust can betrayed us like this. In my head I wanted to do such bad things to them so they can feel the hurt just as much as we did. But you know what? God says in Romans 12:9,

"never take your own revenge, beloved, but leave room for the wrath of God, for it is written, "VENGEANCE IS MINE, I WILL REPAY," says the Lord."

อีกอย่างหนึ่งที่ยากที่จะทำใจคือการที่เราต้องรับมือกับพวกที่ทำร้ายเรากับครอบครัว ไม่รู้ว่าเราไปทำอะไรให้ ทั้งๆ ที่รู้จักกันมาหลายปี ตั้งแต่มาเมืองไทยครั้งแรกด้วยซ้ำ เรานับถือกันเหมือนญาติ เหมือนพี่น้อง มีอะไรก็คอยช่วยเหลือ แล้วสิ่งที่ได้รับมาเหรอคะ ก็คือการหักหลัง และการพูดนิททาลับหลัง เหมือนเอามีดคมๆ มาแทงเรา อยู่ต่อหน้า ก็ยิ้มให้ แต่ไม่รู็สินะ ว่าใจเขาจะเป็นยังไง บอกจริงๆ คือเสียใจ ที่คนที่เราไว้ใจต้องทำร้ายเราแบบนี้ ทั้งๆ ที่เราดีกับเขามาโดยตลอด พ่อแม่ของม่า สอนให้ม่าให้อภัยคน ถึงแม้ว่าเขาจะทำร้ายเราแค่ไหน ม่าก็ยึดถือนี้มาโดยตลอด เราจะไม่ให้อภัยเขาได้ยังไง ในเมื่อพระเจ้ายังให้อภัยเราได้ จริงไหม แต่ก็ยังเจ็บ บ้างครั้งก็คิดที่จะเอาคืน เพื่อที่เขาจะได้เจ็บเหมือนที่เราเจ็บ แต่พระเจ้าได้บอกไว้ใน โรมันบทที่ 12 ข้อที่ 9

ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า อย่าทำการแก้แค้น แต่จงมอบการนั้นไว้แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงพระอาชญาเพราะมีคำเขียนไว้แล้วว่า 'องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "การแก้แค้นเป็นของเรา เราเองจะตอบสนอง"'


So,  you can say all you want about me or my family, I don't give a care. I'm not the person you say I am and nothing can change that. I am me and I'm proud to be me. Nothing you say can break me because they ain't true.

เพราะฉะนั้นนะคะ คุณอยากพูดอะไรเกี่ยวกับฉันหรือครอบครัวฉันก็เชิญเลยนะคะ ฉันไม่แคร์ เพราะฉันไม่ได้เป็นคนที่คุณบอกว่าฉันเป็น ฉันก็คือตัวฉันและฉันภูมิใจที่เป็นฉัน ไม่มีสิ่งใดที่คุณพูดที่จะสามารถทำให้ฉันพังพินาทได้ เพราะมันคือความเท็จ ไม่ใช่ความจริง

Lastly, thank you everyone who has been there for me all these years. Those in America, in Thailand who loved me for who I am and always want what was best for me. You guys are awesome and I am so glad to have you in my life.

สุดท้ายแล้ว ขอขอบพระคุณทุกๆ คนที่เป็นกำลังใจให้เรา ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ทางอเมริกาหรือที่ไทย พวกที่รักม่าเพราะม่าเป็นม่าและหวังสิ่งดีๆ ให้กับตัวม่า ขอบคุณมากค่ะ พวกคุณเยี่ยมยอดที่สุดแล้วม่าดีใจที่มีพวกคุณในชีวิต

Much..much..love,
Gemma

Saturday, February 2, 2013

กลับมาอีกครั้งกับภาษาไทย

วันนี้ขอเปลี่ยนเป็นเขียนภาษาไทยบ้างนะคะ เขีนนภาษาอังกฤษเยอะละ เพื่อนๆ ชาวไทยคงเบื่อแย่เลยละซิ ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้ซีเรียสมากนะ อยู่บ้าน กะว่าจะช่วยแม่ขายของน่ะ เพื่อนๆ สบายดีกันมั้ย ^_^

ก็ไม่รู้จะพูดอะไรบ้าง เมื่อก่อนพิมพ์ภาษาไทยได้เก่งมากเพราะอ่านนิยายเยอะ (ใครบอกว่าอ่านนิยายเป็นเรื่องไร้สาระ เนอะ ^.^) แต่ตอนนี้ก็จะเริ่มเขียนอ่านภาษาไทยอีกครั้งแล้วละ เพราะทำไมน่ะเหรอ ก็เราเป็นคนไทย ก็ต้องอ่านเขียนพูดฟัง ภาษาไทยให้ออก จริงมั้ย ^_^

อ่า ยังไงก็ฝากแค่นี้ก่อนนะ ไม่รู้จะเขียนอะไรแล้วละ ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วย เพราะอากาศร้อนมากกก

ด้วยรักมากมาย
เจมม่า

Sunday, October 14, 2012

The new me... ฉันคนใหม่




      I've changed. I didn't realize it until someone said to me, “you were in America for just 3 years, don’t act like you've been there for 10 years.”  
       ฉันเปลี่ยนเป็นคนใหม่โดยที่ฉันไม่รู้ตัว จนมีคนมาบอกกับฉันว่า เธออยู่อเมริกามาแค่สามปี อย่าทำเหมือนเคยอยู่มาเป็นสิบปี

     What really hurts was that that person knew me.  
       มันเจ็บปวดมาก เพราะคนที่พูดประโยคนั้นเป็นคนที่รู้จักฉัน

     Well, my reply is America didn't change me – God did.
       คำพูดที่อยากตอบสนองคือ อเมริกาไม่ได้เปลี่ยนฉันหรอก แต่พระเจ้าต่างหาก ที่เปลี่ยนแปลงฉัน

     He changed me, in a way that I couldn't imagine anything or anyone could.  
       พระเจ้าเปลี่ยนแปลงฉันในทางที่ฉันไม่คิดว่าสิ่งไหนหรือใครคนไหนจะเปลี่ยนได้

     All I used to care about was myself. I didn't know how to forgive; I only knew how to “forget” it and take on revenge later. I don’t know how to ask; I only knew how to take it when I see it. I don’t know how to love; I only know how to get attention from people and make them do the things I want.
       สิ่งฉันเคยแคร์คือตัวฉันเอง ฉันไม่รู้จักการให้อภัย ฉันรู้แค่การลืมและการแก้แค้น ฉันไม่รู้จักการขอ ฉันรู้แค่การเห็นในสิ่งที่อยากได้และทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้มันมา ฉันไม่รู้จักการรัก ฉันรู้แค่วิธีที่จะให้คนสนใจฉันและทำให้พวกเขาทำให้สิ่งที่ฉันต้องการ
   
     It was sickening.
       มันเป็นอะไรที่น่าขยาดขแยง

      For the longest time, there was a hole in my heart that wanted to be filled. I tried to fulfill my emptiness with  friends, boyfriends, money, fame and “love”. But no matter how I filled it up, the hole seems to get bigger and it eating me inside. I felt lonely, hopeless and full of disappointment.  
        ที่ผ่านมา ฉันมีช่องว่างในดวงใจที่ต้องการเติมเต็ม ฉันเลยเอาสิ่งของทางโลกมาเติมเต็มความว่างเปล่าของฉัน เช่น เพื่อน แฟน เงิน ชื่อเสียง และความรักจอมปลอม แต่ไม่ว่าฉันจะพยายามเติมเต็มจิตใจฉันแค่ไหน ช่องว่างนั้นก็เหมือนจะขยายไปเรื่อยๆ และกัดกินจิตใจฉันจากข้างใน ฉันรู้สึกเหงา อ้างว้าง และผิดหวัง
     
      I chased after attention for people, not knowing that there is a God who cares for me, who would pick me up when I fall… who would love me because I’m me. As I cried at night, He was there next to me… I just didn't see Him.
       ฉันพยายามเรียกร้องความเห็นใจจากคนอื่น โดยที่ไม่รู้ว่า มีพระเจ้าที่ห่วงใยฉัน ที่จะยกฉันขึ้นในวันที่ฉันล้มลง ที่จะรักฉันเพราะฉันเป็นฉัน ตอนที่ฉันร้องไห้ในเวลากลางคืน พระองค์ทรงอยู่ข้างๆ ฉัน ฉันแค่ไม่ได้มองหาพระองค์

     But I open up my heart to God on February 7th, 2011. That day, I finally understood why Jesus died on the cross for me. I was a sinner. But He loves me so much that he would die for me so I could stay with him in Heaven. He is perfect, yet He loves someone like me. He fulfilled the emptiness in my heart. Everything single horrible thing that I've done was forgiven. I don’t deserve this, but by His grace, I am saved!
      แต่ฉันได้เปิดใจให้พระเจ้าในวันที่ ๗ เดือน กุภาพันธ์ ปีที่แล้ว วันนั้นฉันได้เข้าใจว่าทำไมพระเยซูถึงตายบนไม้กางเขนเพื่อฉัน ฉันเป็นคนบาป แต่พระองค์ทรงรักฉันมากถึงขนาดตายเพื่อฉันจะได้ไปอยู่บนสวรรค์กับพระองค์ พระองค์เพรียบพร้อมเพอเฟกท์ แต่พระองค์ก็ยังรักคนอย่างฉัน พระเจ้าได้ทรงเติมเต็มช่องว่างในจิตใจฉัน สิ่งเลวร้ายที่ฉันเคยทำมา ฉันไม่มีสิทธ์ที่จะร้องขอ แต่เพราะความเมตตา ฉันเลยได้รับความรอด

     My heart was changed.
      หัวใจฉันได้รับการเปลี่ยนแปลง

     It’s like He wrote in my heart that He loves me and that He would never let go of me; a lost lamb that was found. A verse that I kept in my heart is Psalm 73: 25-26, “whom have I in Heaven but you? And there is nothing on earth that I desire besides you. My flesh and my heart may fail, but God is the strength of my heart and my portion forever.”
      เหมือนพระองค์เขียนในใจฉันว่า พระองค์รักฉันและจะไม่มีวันปล่อยมือฉันไป เหมือนแกะที่หลงหายแต่พระองค์ทรงหาค้นจนเจอ ข้อพระคำภีที่หนุนใจฉันก็คือ สดุดีบทที่ ๗๓ ข้อที่ ๒๕ ถึง ๒๖, “นอกจากพระองค์ ข้าพระองค์มิมีผู้ใดในฟ้าสวรรค์ นอกจากพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่ปรารถณาผู้ใดในโลก เนื้อหนังและจิตใจของข้าพระองค์จะวายไป แต่พระเจ้าทรงเป็นกำลังใจของข้าพระองค์ และเป็นส่วนของข้าพระองค์เป็นนิตย์

     So yes, I've changed. I’m not that same girl anymore.
      เพราะฉะนั้น ใช่แล้ว ฉันเป็นฉันคนใหม่ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมอีกต่อไป

     But just because of that doesn't mean I don’t sin. I still do make mistake every day. But because God is by my side…
       แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่ได้ทำบาป ฉันน่ะ ทำผิดพลาดทุกวัน แต่เพราะพระเจ้าทรงอยู่ข้างๆ ฉัน...

     I’ve learned to forgive just as Christ forgave me.
      ฉันจึงเรียนรู้ที่จะให้อภัยเหมือนที่พระเจ้าให้อภัยฉัน

    I've learned to serve just as Jesus came to serve, not to be served.
     ฉันจึงเรียนรู้ที่จะรับใช้ เหมือนที่พระเยซูมาไม่ใช่เพื่อจะถูกคนรับใช้ แต่เพื่อที่จะรับใช้เรา

    I've learn to be patience just as God have patience with me.
     ฉันจึงเรียนรู้ที่จะมีความใจเย็น เหมือนที่พระเจ้าทรงใจเย็นฉัน

    I've learn to love, just as Christ love me.
     ฉันจึงเรียนรู้ที่จะรัก เหมือนที่พระเจ้ารักฉัน

    So, I won’t care if people put me down because I’m different.  I’m going to do my best to serve God and learn from Him. I’m not going to let anyone bring down God’s name. I’m going to share God’s love to all.
     เพราะฉะนั้น ฉันจะไม่สนใจคนรอบข้างที่ทำให้ฉันเสียใจเพราะฉันไม่เหมือนคนอื่น ฉันจะพยายามให้ถึงที่สุดที่จะรับใช้พระเจ้าและเรียนรู้จากพระองค์ ฉันจะไม่ยอมให้ใครลากชื่อของพระเจ้าลงมาเปลอะดิน ฉันจะแบ่งปันความรักพระเจ้าให้พวกคุณเห็น

Much..much..love ด้วยความรักมากมาย,
Gemma เจมม่า

Tuesday, August 21, 2012

อีกไม่นาน

อีกไม่นาน เราก็จะกลับเมืองไทยซะทีนะ ตอนนี้กำลังหาตั๋วหาวันอยู่ คิดถึงเมืองไทยมาก พี่เราก็ชอบส่งรูปอาหารไทยมาให้ดู เฮ้ออออออออ หิวๆๆๆๆๆ
ทุกคนสบายดีไหมละ ^_^ ไม่ได้คุยกันนานเลยเนอะ ช่วงนี้ยุ่งมากมาย เขาจ้างไปถ่ายรูปอ่ะ ที่เมกา พอขึ้้นม.6 ก็จะถ่ายรูปกัน เอาไปใส่ในสมุดรุ่นอ่ะ
โอเค ไปก่อนนะ ไว้ค่อยมาคุยใหม่ แค่มาทักทายนิดหน่อยเอง เคนะ

Much..much..love,
Gemma

Friday, March 30, 2012

Congratulation Jee&Jan

       Yesterday in Thailand and today in America, my best friends in Thailand graduated from High School. I've known them since middle school, 7th grade. Jee, was my best friend while her twin, Jan, was in another class. Jee and I, we were always together. 
      เมื่อวานเวลาไทยน่ะนะ และ วันนี้ในเวลาของอเมริกา เพื่อนที่สนิทที่สุดของม่าได้จบการศึกษาที่โรงเรียนม.ปลาย เรารู้จักกันตั้งแต่ม.ต้นแล้วละ จีอยู่ห้องเดียวกับม่า ในขณะที่แฝดของจีที่ชื่อแจนอยู่อีกห้องหนึ่ง จีและม่า ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด
       One of my fond memories of us is me always visiting her house. She is like about 2 miles from where I live yet I tried to go there everyday. She is my best friend and I am so proud of her. She was the one who taught me to do my best in my school work, back when I didn't cared about school. She is like a sister to me and I love her very much.
       สิ่งที่ม่าจำได้ที่สุดคือไปเที่ยวบ้านจีอะ จำได้ว่าไปทุกวันเลย บ้านอยู่ห่างกันมากมายก็ยังไป จีเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของม่านะ และม่าก็ภูมิใจในความสำเร็จที่จีได้รับในวันนี้ จีสอนอะไรหลายๆ ให้กับม่า เช่นทำการบ้าน ห้ามอ่านหนังสือเวลากินข้าว จีเหมือนเป็นพี่น้องของม่าเลย ม่ารักจีนะ
       Jan, I love you too. I remember you always thought that I was weird and American, haha. Yet you tell me that I am one of a kind. Thank you. 
      แจน เค้าก็รักเตงนะยะ จำได้ว่าชอบบอกว่าม่าแปลกๆ แต่ก็ยังดีที่ไม่เหมือนใคร เหอๆ ขอบคุณนะ
Here are some pictures
อะ เอารูปมาฝาก

คนข้างซ้ายคือแจน คนขวาคือจี 
The one on the left is Jan and the right is Jee.

ยินดีด้วยนะ
Congratulation!

แจน
Jan

จี
Jee

ดีใจกับทุกๆ คนนะ
Congratulation to the class of 2554 (2011)
Posted by Picasa

Monday, March 26, 2012

ชีวิตที่แสนวุ่นวาย (ในรัฐมินิโซต้า)



ก็พิมพ์ไว้
ตั้งแต่ตอนมาเมกาใหม่ๆ อ่ะนะ ลองอ่านดูได้ค่ะ



ตอนนี้ก็มาอยู่มินิโซด้าประมาณเดือนกว่าๆ แล้วค่ะ เกิดที่นี่แล้วก็ไปเมืองไทยตอน3ขวบ แล้วก็มาที่นี่ตอนอายุ7ขวบ อยู่ประมาณ10เดือนก็กลับไปเมืองไทย เคยสัญญากับคนที่เราอยู่ด้วย (ชื่อมินดี้) ว่าเราจะมาที่นี่อีกตอนอายุ16 แต่พออายุ15ย่าง16 ก็ได้มาที่อเมริกาอีกครั้ง
             
             ก่อนมาอเมริกาประสบ (สะกดผิดอย่างไงก็ขอโทษด้วยนะคะ) ปัญหาหลายอย่างจนเกือบท้อ เพราะ โดนเพื่อนหักหลัง เกือบโดนหาเรื่องทั้งๆ ที่เราไม่ได้ผิดแต่ก็ดูเหมือนเราเป็นคนผิด โทรศัพท์หาย กระเป๋าตังค์หาย และอีกหลายอย่าง จนคิดว่า ชีวิตนี้ ไม่มีค่าอะไร
             
              แต่พอมาที่นี่ก็รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น (ไม่ใช่ว่าไม่รักเมืองไทยนะคะ แต่มีเหตุผลส่วนตัว) ที่นี่ก็ดีนะคะ ญาติๆ ของเราก็อยากไปเมืองไทย เพราะม่าเคยเล่าให้ฟังว่า ที่ไทยน่ะ สวยแค่ไหน คนน่ารักแค่ไหน และอีกเยอะแยะ แต่ที่พวกเขาประทับใจก็คงเป็นเรื่องที่เราเคราพธงชาติตอน6โมงอ่ะค่ะ จำได้ว่า วันนั้นกำลังซื้อของอยู่ พอเพลงชาติดังขี้น ทุกคนก็หยุดและยืนตรง ครูที่อยู่ที่นี่ได้ฟังปุ๊ป ถึงกับน้ำตาไหลเลย บอกว่า ประทับใจมากๆ ที่คนไทยรักชาติ
             เอาล่ะค่ะ เข้าเรื่องดีกว่า ที่ๆ ม่ามาอยู่นี่คือ รัฐมินิโซด้าค่ะ เป็นรัฐที่หนาวที่สุดในอเมริกา ผู้คนจากรัฐต่างๆ จะมา Ice Fishing (ตกปลาโดยเจาะน้ำแข็งเป็นรูใหญ่ๆ น่ะค่ะ) ในช่วงหน้าหนาว บ้านที่ม่ามาอยู่เป็นบ้านป้าค่ะ เป็นบ้านชั้นเดียว ข้างให้มีห้องนอน4ห้อง ห้องน้ำ3 ห้องครัว1 ห้องนั่งเล่น2 อ่อ ลืมบอกไป ที่อเมริกา บ้านชั้นเดียวส่วนมากจะมีห้องใต้ดิน ตอนแรกที่มาอ่ะ มันน่ากลัวมากเลย เพราะไฟไม่ได้เปิด แล้วก็ได้ยินเหมือนคนเดิน (ข้างล่างเป็นห้องนอนของพี่ชื่อ แพทดี้ เขาอยู่กับสามีเขา) แต่พอลงไปก็ไม่มีอะไร อากาศแค่หนาวๆ หน่อย ที่เขานิยมสร้างห้องใต้ดินเพราะเผื่อเทนาโดรมาอ่ะคะ เมื่อวานก็มีอ่ะ ตกใจหมดเลย ดีนะที่มันหยุดเร้ว บรื่อ
               โรงเรียนยังไม่เปิดค่ะ ส่วนมากจะเปิดเดือนกันยายน บ้างรัฐก็เปิดเดือนตุลา ม่าหยุดยาวเลย แหะๆ รัฐนี่ไม่นิยม 7-11 ค่ะ จะมี Target ที่คนชอบไป ในนั้นก็เหมือนห้างเล็กๆ อ่ะค่ะ แต่ไม่มีโรงหนังหรือคาราโอเกะ มีแค่เสื้อผ้า ของใช้ต่างๆ เกม เพลง หนังอ่ะคะ (เคยหลงด้วยแหละ) นอกนั้นก็จะไปเมซี่กัน (ม่าชอบไปค่ะ ไปกับป้า) ที่นี่เสื้อผ้าแพงมากเลย (เราไปซื้อของแบรนเนมอ่ะค่ะ แหะๆ) เสื้อยืดธรรมดาราคาประมาณ $20กว่าๆ (อันนี้ราคาไทยประมาณ700นะ ถ้าม่าคิดถูกอ่ะ อันนี้เป็นราคาของเสื้อนะคะ กางเกงก็แพงกว่านี้อีก) แต่พี่ม่าคนหนึ่งชื่อ พี่หมี เขาซื้อกางเกงที่หนึ่งราคา$200 ขึ้นไป (ราคาไทยประมาณ7000 อ๊อก =_= แพงขนาดนี้ ฆ่ากันเลยดีกว่า) 
               เพลงของที่นี่มันไม่ค่อยหนุกอ่ะค่ะ เน้นจังหวะบีทมากกว่า ส่วนเนื้อหาจะเป็นอะไรก็ไม่รู้ (คำหยาบๆ ที่เอาไว้เรียกเพลงพวกนี้คือ Crap แค่บอกไว้นะคะ ไม่ได้ให้เอาไปใช้ เพราะมันแปลว่า อึนั้นเอง ^o^) ชอบเพลงไทยมากกว่านะ หนุกหนานดี พี่หมีก็ชอบฟังคลื่นวิทยุเพลงไทย (พี่คนนี้ ชอบพาไปเลื้ยงข้าว เลื้ยงหนัง คือพี่เขาทำงานเสริบอาหารอ่ะ แล้วตอนแครชมานะ ก็ได้ถ่ายรูปกะวงแครชด้วย >_<qq) หนังที่นี่ก็หนุกดีนะคะ มีช่องหนึ่งชื่อ Disney Cannel อ่ะค่ะ เป็นช่องที่เด็กชอบดู แต่เหลือเชื่อ วัยรุ่นก็ดู คุณยายม่ายังดูเลย คิดดู
               ลืมบอกไป บ้านที่ม่าอยู่อ่ะ มันอยู่ค่อนข้างไกลเมืองหน่อย คือไม่ได้อยู่ใน Down Townอ่ะ แต่ก็ดีแล้ว ที่นี่สงบดี ถึงไม่ได้อยู่ในเมืองก็ไม่ใช่ว่าจะบ้านนอกนะ มีหลายๆ อย่างเยอะเลย ส่วนมากคนจะไปในเมืองเพื่อไปทำงาน ไปโรงเรียนอะไรงี้มากกว่าอ่ะ 
                ลุงบอกว่าที่นี่ตอนหน้าหนาวอ่ะ หนาวมากๆ (ต่ำกว่า-40องศาเลย) พ่อม่าก็เคยบอกว่า ถ้าโยนน้ำร้อนขึ้นไปในอากาศนะ พอตกลงมาอ่ะ จะเป็นน้ำแข็ง O_o โอ้ว จอร์ช อยากลองเหมือนกันเนอะ หิมะก็จะสูงประมาณเอวเลยอ่ะ เรียกว่าไม่อยากออกจากบ้าน แต่ก็แปลกเนอะ อากาศร้อนๆ ให้ปิดเทอมพอหนาวๆ ก็ให้ไปเรียน ไม่สงสารนักเรียนบ้างเหรอไง TT^TT
                ถ้าอยากทานอาหารไทยนะ อย่าไปร้านอาหารเลย (ถ้าคุณทำอาหารเป็นน่ะนะ ถ้าไม่เป็นก็ไปเหอะ เสี่ยงต่อไฟไหม้บ้าน) ราคาก๋วยเตี่ยวชามหนึ่งที่ไทย ประมาณ 30-45ใช่ม่ะ ที่นี่ $7-10 ดูเหมือนตัวเลขน้อยๆ ใช่ม่ะ แค่7บาท10บาทเอง เปล่าเลย ราคา 245-350 โอ้ว แนะนำสำหรับพวกที่ทำอาหารเป็นนะ ไปซื้อมาทำดีกว่า จะมีตลาดหนึ่งชื่อ Farmer Market ตลาดชาวนาค่ะ ที่นี่จะมีอะไรขายเยอะเลย ไม่ว่าจะ ผักบุ้ง อะไรอ่ะเยอะ ถูกด้วย มีอีกหลายอย่างอีกด้วย เขาจะมาขายกันทุกวันอาทิตย์ เปิดตั้งแต่6โมงเช้าถึงบ่าย2อ่ะ 
                เง้อ เขียนมาเยอะล่ะ ยังไงถ้ามีอะไรจะถามหรือจะชม (ว่าเราสวย อิอิ) ก็เม้นมาได้นะคะ 
                ยังไงก็ไปก่อนนะคะ แล้ววันหลังจะมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังอีก
                 

Friday, July 29, 2011

From the start till now… จากเริ่มต้นจนถึงตอนนี้...

I wrote this poem like 2 years ago. It was dedicated to my best friend, Jee.

ฉันเขียนบทกลอนนี้เมื่อสองปีที่แล้ว ฉันเขียนให้ จี เพื่อนสนิทของฉัน

Do you remember the day we first met?

เธอจำวันแรกที่เราเจอกันได้ไหม

I didn’t like you and you didn’t like me.

เธอไม่ชอบฉันแล้วฉันก็ไม่ได้ชอบเธอ

But some how...We became best friend.

แต่เพราะเหตุใดไม่รู้ที่จู่ๆ... เราก็กลายเป็นเพื่อนสนิทต่อกัน

It was you… you that looked at me for who I am.

เป็นเธอ... เธอที่มองฉันที่เป็นตัวฉัน

People laugh and they think it is funny because we are so different from each other.

ผู้คนมากมายหัวเราะและคิดว่ามันเป็นเรื่องตลก เพราะเราแตกต่างกันมากเหลือเกิน

My favorite color is light gray and yours is black.

สีที่ฉันชอบที่สุดคือสีเท่าอ่อนและสีที่เธอชอบที่สุดคือสีดำ

I am a girly girl. I have many dresses and I carry many purses.

ฉันน่ะ มีความเป็นผู้หญิงสูง ฉันมีชุดกระโปรงหลายชุดและมีกระเป๋าถือหลายใบ

You like to wear pants and you own only 2 skirts, and it is the skirt for the school uniform.

เธอชอบใส่กางเกงและเธอก็มีกระโปรงแค่สองตัว ซึ่งก็คือกระโปรงนักเรียนของเธอ

I like make up and fashion.

ฉันชอบการแต่งหน้าและการแต่งตัว

But you don't even know how to apply lipstick.

แต่เธอไม่รู้แม้แต่วิธีทาลิปสติก


You are good at drawing pictures.

เธอเก่งด้านการวาดรูป

While I don't think I have any art in myself.

โดยที่ฉันไม่คิดว่าฉันมีศิลปะในตัว

But you always take care of me and make me happy.

แต่เธอก็แค่ดูแลฉันและทำให้ฉันมีความสุข


I called you every morning to ask what is the class schedule and you called me every night to remind me to do my homework.

ฉันโทรหาเธอทุกเช้าเพื่อถามว่าตารางเรียนวันนี้มีอะไรบ้าง และเธอก็จะโทรหาฉันตอนกลางคืนเพื่อเตือนว่าทำการบ้านด้วยนะ

We walk together, eat together and we shared everything with one other.

เราเดินด้วยกัน กินด้วยกัน และแบ่งปันทุกๆ อย่างแก่กันและกัน

I felt very thankful to have a best friend like this.

ฉันขอบคุณมากที่มีเพื่อนสนิทอย่างนี้

Someone that even though I didn’t say anything, she understands.

คนที่เราไม่ต้องพูดอะไร เขาก็เข้าใจ

It is a gift from God that no jewel in this whole world can buy.

เป็นของขวัญจากพระเจ้าที่ไม่มีอัญมณีในโลกที่สามารถซื้อได้


But all the happiness will have to pause.

แต่ความสุขทั้งหมดต้องหยุดลง

I had to study in another part of the world and it will be a long time before I go back to Thailand.

ฉันต้อไงไปเรียนที่อีกฟากหนึ่งของโลก และก็คงเป็นระยะเวลานานกว่าจะได้กลับมาเมืองไทย

I’m so sorry that I didn’t even say goodbye to you.

ฉันขอโทษที่ไม่ได้บอกลาเธอ

My heart felt like its going to crush when I saw your e-mails asking me where I am.

ตอนที่เห็นอีเมลที่เธอส่งมาถามว่าฉันอยู่ไหน ทำให้ฉันรู้สึกหัวใจจะแหลกสลาย

I couldn’t answer.

ฉันไม่สามารถตอบไปได้

I didn’t want you to worry and I was afraid that if I went to say goodbye, I wouldn’t want to
leave.

ฉันไม่อยากให้เธอกังวน และฉันกลัวว่าหากฉันไปบอกลา ฉันคงไม่อยากจากไป

I remember all those memorize, when you were standing beside me.

ฉันจดจำทุกๆ อย่างตอนที่มีเธออยู่เคียงข้างฉัน


We ate ice cream at that one table, cried together at that corner and the smile that always encourage me to do my best.

เรากินไอศครีมที่โต๊ะนั้น ร้องไห้ที่มุมนั้น และรอยยิ้มที่คอยเป็นกำลังใจให้ฉันพยายามให้ถึงที่สุด

I thought that you would never forgive me and you might have some new friend.

ฉันคิดว่าเธอคงไม่ให้อภัย แล้วก็คงมีเพื่อนใหม่

About 2 months ago, I called you.

สองเดือนที่แล้ว ฉันได้โทรหาเธอ

We talk and this made me cried from the joyfulness that fulfilled my heart when you said “my best friend, I will always wait for you and I’ll always be there for you when you need a shoulder to cry on”.

เราคุยกัน แล้วมันทำให้ฉันร้องไห้ด้วยความปิติที่เต็มเปี่ยมไปทั้งใจ เมื่อเธอพูดว่า "เพื่อนสนิทของฉัน ฉันจะอยู่เคียงข้างแล้วฉันจะเป็นบ่าให้เธอในวันที่เธออยากร้องไห้"

-Thank you, for everything-

-ขอบคุณ สำหรับที่อย่าง-
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...